
การบริหาร
ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับการบริหารความหมายของการบริหารคำว่า การบริหาร (Administration) หมายถึง ช่วยเหลือ (assist) หรืออำนวยการ (direct) การบริหารมีความสัมพันธ์หรือมีความหมายใกล้เคียงกับคำว่า “minister” ซึ่งหมายถึง การรับใช้หรือผู้รับใช้หรือผู้รับใช้รัฐคือ รัฐมนตรี สำหรับความหมายดั้งเดิมของคำว่า administer หมายถึงการติดตามดูแลสิ่งต่าง ๆสมพงศ์ เกษมสิน ในปี พ.ศ. 2514 มีความเห็นว่า การบริหาร หมายถึง การใช้ศาสตร์และศิลป์นำเอาทรัพยากรบริหาร (administrative resource) เช่น คน เงิน วัสดุสิ่งของ และการจัดการ มาประกอบการตามกระบวนการบริหาร (process of administration) เช่น POSDCoRB Model ให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้อย่างมีประสิทธิภาพ
วิวัฒนาการทางการบริหาร
1. ยุคการจัดการแบบวิทยาศาสตร์ (Scientific Management Era) ผู้มีบทบาทสำคัญได้แก่ Frederick W. Taylor, Henri Fayol, Luther H. Gulick และ Lyndall Urwick
2. ยุคการบริหารแบบมนุษย์สัมพันธ์ (Human Relation Era) ผู้มีบทบาทสำคัญได้แก่ Mary P. Follet, Elton Mayo และ Fritz J. Rocthlisberger
3. ยุคทฤษฎีการบริหาร (The Era of Administrative Theory) เป็นยุคที่ ผสมผสานสองยุคแรกเข้าด้วยกัน จึงเป็นยุคบริหารเชิงพฤติกรรมศาสตร์ ผู้มีบทบาทสำคัญได้แก่ Chester I. Barnard และ Herbert A. Simon
นักบริหารและนักวิชาการบางกลุ่ม
1. ยุคก่อนหรือยุคโบราณ เริ่มตั้งแต่การมีสังคมมนุษย์จนถึงยุคก่อน Classical บุคคลสำคัญในยุคนี้ได้แก่- Socrates,- Plato, Aristotle,- Saint-Simen,- Hegel,- Robert Owen และ Charles Bubbage
2. ยุค Classical เริ่มตั้งแต่ช่วงแรกของการปฏิวัติอุตสาหกรรมในปลาย คริสต์ศตวรรษที่ 18 ซึ่งเป็นยุคที่นำเครื่องจักร เครื่องมือทุ่นแรงเข้าไปใช้แทนกำลังคน จนกระทั่งได้เกิดแนวคิดในเรื่อง การจัดการเชิงวิทยาศาสตร์ (Scientific Management) ขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 20
3. ยุค Human Relation งานใด ๆ จะบรรลุผลสำเร็จได้จะต้องอาศัยคนเป็นหลัก วิธีการและเทคนิคต่าง ๆ ทางด้านสังคมศาสตร์ พฤติกรรมและกลุ่มคนใน"มนุษยสัมพันธ์" จะนำไปสู่ความพอใจและสะท้อนถึงผลของการปฏิบัติงาน
4. ยุค Behavioral Science เป็นยุคที่มีความพยายามศึกษา และวิเคราะห์วิจัย มีการปรับปรุง เปลี่ยนแปลง และค้นคว้าทฤษฎีใหม่ ๆ เพื่อนำไปเป็นประโยชน์ต่อการบริหารให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด
แนวคิดการบริหาร
แนวคิดทางการบริหาร
1.แบบดั้งเดิม (The Classical Approach) เกิดในยุคการปฏิวัติอุตสาหกรรม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและเพิ่มผลผลิตในการทำงานโดยหลักการหาวิธีที่ดีที่สุดในการทำงาน เรียกว่า การจัดการเชิงวิทยาศาสตร์ (Scientific Management)
- Frederick W. Taylor บิดาแห่งการจัดการเชิงวิทยาศาสตร์ เป็นผู้ค้นหาวิธีการทำงานที่ดีที่สุด รวมทั้งการทำงานโดยแบ่งงานตามความชำนาญเฉพาะด้านของพนักงาน (Specialization) เป็นผู้ริเริ่มการให้ค่าตอบแทนตามจำนวนชิ้นงานที่ทำได้
- Frank Gilbreth เน้นพนักงานที่ด้อยความสามารถ ศึกษาการเคลื่อนไหวร่างกายขณะทำงาน (Motion Study) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างเวลาและการเคลื่อนไหวในการทำงานโดยลดการเคลื่อนไหวที่ไม่จำเป็นเพื่อลดความไร้ประสิทธิภาพในการทำงานแนวคิดด้านสังคมในองค์กร การตัดสินใจที่ต้องพิจารณาหยั่งลึกในรายละเอียดที่พิเศษนอกเหนือจากการตัดสินใจอย่างธรรมดา ความเป็นผู้นำ
- Henry Fayol เป็นบุคคลแรกที่ได้ริเริ่มแนวคิดเกี่ยวกับหน้าที่ทางการบริหาร (Management Function)
ประกอบด้วย
1.การวางแผน (Planning)
2.การจัดองค์การ (Organization)
3.การสั่งการ (Commanding)
4.การประสานงาน (Coordinating)
5.การควบคุมงาน (Controlling)
ข้อจำกัดของแนวคิดทางการบริหารดั้งเดิม
- ให้ความสำคัญกับโครงสร้างของงานและการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ
- ให้ความสำคัญกับบทบาทของผู้บริหารในการปรับปรุงการเพิ่มผลผลิตในการทำงาน
- ผู้บริหารไม่ได้ให้ความสนใจทางด้านมนุษย์หรือบุคคลในองค์กร
- ทำให้เกิดวิกฤติระหว่างบุคคลในองค์การ
2. แนวคิดทางการบริหารเชิงพฤติกรรม (The Behavioral Approach)
- เน้นที่การเพิ่มผลผลิตโดยการทำความเข้าใจและสนใจเรื่องของบุคคล
- เริ่มในปี ค.ศ.1924 และ1932 ได้มีการศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมและทัศนคติของพนักงาน
- เอลตัน เมโย พบว่า พนักงานมีผลผลิตเพิ่มขึ้นเนื่องมาจากการมีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน การตระหนักถึงมิตรภาพและการทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม
- เป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องมนุษย์สัมพันธ์ (Human relations skill) แนวความคิดที่ให้ความสำคัญกับคน (People oriented approach)
3. แนวคิดการบริหารเชิงสถานการณ์ (The Contingency Approach)
- ผู้บริหารให้ความสนใจกับสภาพแวดล้อมในสถานการณ์ต่างๆขององค์การ ตัวแปรต่างๆ แต่ละสถานการณ์ทางการบริหาร
- ผู้บริหารมีควรคำนึงถึงความเหมาะสมในการตัดสินใจดำเนินงานภายใต้สถานการณ์ให้สอดคล้องกับความต้องการขององค์การและความพึงพอใจของพนักงาน
- แนวคิดการบริหารเชิงสถานการณ์ต้องการชี้ให้เห็นว่าสภาพแวดล้อมหรือสถานการณ์ย่อมมีวิถีทางที่ดีที่สุดในสภาพแวดล้อมทางการบริหารที่เหมาะสมกับแต่ละองค์การไม่มีวิธีแก้ปัญหาได้ดีที่สุดวิธีเดียว
4.แนวคิดทางการบริหารเชิงระบบ (The System Approach) บริหารบนพื้นฐานของทฤษฎีระบบทั่วไปในการทำความเข้าใจในส่วนประกอบต่างๆที่เกี่ยวข้องกัน
5. แนวคิดทางการเรียนรู้ทางการบริหารหรือองค์การแห่งการเรียนรู้(The learning Organization Approach)
- การเรียนรู้เกี่ยวกับการมีความคิดริเริ่ม ความต้องการ การถ่ายโอนความรู้ การปรับพฤติกรรมเพื่อให้เกิดองค์ความรู้ใหม่
- เน้นการแก้ปัญหาอย่างมีระบบการศึกษาทดลองค้นคว้าแนวความคิดใหม่ๆ
- การเรียนรู้จากประสบการณ์ในอดีตที่ผ่านมา การเรียนรู้จากประสบการณ์ของผู้อื่นหรือกิจการอื่น การโอนถ่ายองค์ความรู้อย่างรวดเร็วจะช่วยทำให้องค์การประสบผลสำเร็จได้ไม่ยากทรัพยากรทางการบริหาร
- วัสดุอุปกรณ์ (Material resources) เป็นทรัพยากรที่จำเป็นต่อการดำเนินการของกิจการ เช่น กลุ่มแม่บ้านทอผ้าในชุมชน ต้องใช้วัสดุ เช่น กี่ ไหม ฝ้าย เพื่อใช้ในการทอผ้า
- ทรัพยากรมนุษย์ (Human resources) เดิมมองว่าเป็นต้นทุนขององค์การ แนวคิดใหม่มอง ว่าเป็นทุนมนุษย์ ซึ่งได้แก่ ความสามารถ พฤติกรรม การแสดงออก และพลังของคน ยึดถือเป็นปรัชญาว่า “ กิจการจะการดำรงอยู่รวมทั้งความรุ่งเรือง เสื่อมถอยของกิจการ ล้วนขึ้นกับบุคลากร”ถือว่าทรัพยากรบุคคลเป็นทรัพย์สิน
- ทรัพยากรด้านการเงิน (Financial resources) ได้แก่ เงินทุนต่าง ๆที่ได้จากแหล่งต่าง ๆ ที่จำเป็นต้องใช้ประโยชน์เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ให้แก่ผู้ลงทุน และผู้เกี่ยวข้องอื่น ๆ เช่น เงินกองทุนหมู่บ้าน ละ 1 ล้านบาท
- ทรัพยากรข้อมูลข่าวสาร (Informationresources) มีความสำคัญต่อการจัดการ เนื่องจากมีผลกระทบต่อการดำเนินการขององค์การหรือชุมชน ซึ่งสภาพแวดล้อมดังกล่าวจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว หากองค์การปรับตัวไม่ทันการเปลี่ยนแปลง จะไม่สามารถอยู่รอดได้ การรู้เท่าทันความเปลี่ยนแปลงแล้วปรับตัวให้เหมาะสม จะช่วยให้องค์การสามารถดำรงอยู่ได้
ทฤษฎีการบริหาร
ทฤษฎีการจัดการตามระบบราชการ (Bureaucratic management)Max Weber (1864-1920) องค์การควรจะถูกบริหารบนพื้นฐานของเหตุผลและไม่เป็นส่วนตัว ลักษณะที่สำคัญขององค์การแบบราชการของเวเบอร์คือ-มีการแบ่งงานกันทำเฉพาะด้าน
-มีการระบุสายการบังคับบัญชาอย่างชัดเจน
-บุคคลจะถูกคัดเลือกและเลื่อนตำแหน่งบนพื้นฐานของคุณสมบัติทางเทคนิค
-การบริหารกับการเป็นเจ้าขององค์การจะถูกแยกจากกัน
-ความสัมพันธ์ระหว่างผู้บังคับบัญชาและผู้ใต้บังคับบัญชาอยู่บนพื้นฐานของความไม่เป็นส่วนตัว
- มีการกำหนดกฎและระเบียบวิธีปฏิบัติการไว้อย่างเป็นทางการ
ทฤษฎีระบบ(Systems)คือ แนวความคิดการบริหารจัดการซึ่งมององค์การป็นระบบตามหน้าที่ ที่สัมพันธ์กันกับสภาพแวดล้อม ในทฤษฎีระบบนี้เป็นกลุ่มของส่วนที่เกี่ยวข้องกันซึ่งต้องการบรรลุจุดมุ่งหมายเหมือนกันทุกระบบ
ในฐานระบบนี้ประกอบไปด้วย 4 ส่วนคือ
1.สิ่งที่นำเข้าสู้ระบบ(Inputs)
2.กระบวนการแปรรูป(Transformation)ซึ่งหมายถึง ความสามารถขององค์การในการบริหารและการใช้เทคโนโลยีที่จะเปลี่ยนสิ่งที่นำเข้าสู้ระบบให้เป็นผลผลิตตามที่ต้องการ
3.ผลผลิตหรือสิ่งที่ออกจากระบบ(Outputs)คือสินค้าหรือบริการที่ออกจากองค์การ
4.ข้อมูลป้อนกลับ(Feedback)ซึ่งเป็นข้อมูลที่แสดงผลการดำเนินงาน และสถานะขององค์การที่สะท้อนมาจากนอกระบบ
ทฤษฎีจัดการเชิงสถานการณ์(Contingencytheory)การบริหารจัดการเชิงสถานการณ์ จะมุ่งเน้นการปรับปรุงพฤติกรรมทางการบริหารให้เข้ากับสถานการณ์ขององค์การความสำเร็จหลักของการบริหารจะถูกกำหนดโดยสถานการณ์ไม่มีกลยุทธ์การบริหารอย่างเดียวที่สามารถใช้ได้กับสถานการณ์ทุกอย่าง